ปะยางรถมีแบบไหนบ้าง แล้วอย่างไหนดี

การปะยางรถยนต์ถือว่าเป็นปัญหาอีกรูปแบบหนึ่งของคนใช้รถยนต์ แน่นอนว่ามันเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากเจอ เนื่องจากยางรถยนต์มีปัญหาระหว่างขับขี่ล่ะก็ถือว่าอันตรายมากทีเดียว อาจจะส่งผลต่ออุบัติเหตุได้เลย หากเราพบปัญหาเรื่องของยางก่อนก็สามารถแก้ไขได้ ซึ่งหากเป็นแค่ยางรั่วก็สามารถปะได้ปัจจุบันมีการปะยางรถยนต์แบบไหนกันบ้าง

การปะยางรถยนต์ในปัจจุบัน

การปะยางรถยนต์ในปัจจุบันมีการออกแบบไว้สองวิธี หนึ่งคือการปะยางแบบสตรีม ซึ่งแบบนี้เป็นแบบดั้งเดิม ส่วนแบบใหม่เราเรียกว่าการปะยางแบบตัวหนอน ซึ่งการปะยางทั้งสองแบบก็มีวิธีการ ข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันออกไป เราคนรักรถก็ต้องศึกษาแล้วเลือกการปะยางให้เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเอง

ขั้นตอนการปะยางแบบเดิม

การปะยางแบบสตรีม มีขั้นตอนการทำงานดังนี้ หนึ่งช่างจะหาจุดที่ยางนั้นรั่ว หรือ ซึม จากนั้นจะทำการถอดล้อออกมา เพื่อจัดการกับยางรถโดยเฉพาะ สามช่างจะจัดการเกลี่ยบริเวณที่ยางรั่วด้วยการขัดด้วยกระดาษทราย เมื่อเกลี่ยแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนที่สี่ คือการนำตัวปะยางมาติดโดยใช้แผ่นปิดรอยรั่วติดด้วยกาวยาง แล้วปิดท้ายด้วยความร้อน เมื่อเรียบร้อยแล้วก็จะทำการทดสอบอีกครั้ง ว่ารอยรั่วยังมีอยู่หรือไม่ หากเรียบร้อยก็ติดตั้งล้อคืนที่เดิม ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ แล้วก็ขับรถออกมาได้เลย

การปะยางรูปแบบใหม่

ส่วนการปะยางรูปแบบใหม่นั้น ช่างจะเรียกว่าการเสียบแทงใหม่ หรือ การปะแบบตัวหนอน วิธีการปะมีดังนี้ หนึ่งช่างจะมองหา สำรวจรอยรั่ว เมื่อเจอแล้วช่างจะนำอุปกรณ์มาเจาะรูนั้นให้ใหญ่กว่าเดิม สองเมื่อเจาะแล้วช่างจะใส่แท่งอุด(คล้ายกับเชือก หรือ เส้นใยเกลียวตัวกันแน่นมาก) เอาเส้นนี้ยัดลงไป เมื่อยัดลงไปแล้วก็จะปิดรูได้สนิทพอดจากนั้นก็ตกแต่ปากแผลไม่ให้น้ำเข้า หรือ ลมออก เท่านั้นก็เสร็จแล้ว

เปรียบเทียบการปะยางทั้งสองวิธี

รู้จักการปะยางไปแล้ว มาเปรียบเทียบกันว่าทั้งสองวิธีมีข้อแตกต่างกันอย่างไร อย่างแรกเรื่องของเวลาในการปะ หากเป็นแบบแรกจะต้องใช้เวลามาก อย่างน้อย 1 ชั่วโมง เนื่องจากต้องถอดล้อ ถอดแม็กออก ตอนใส่ก็ต้องมีการถ่วงล้ออีก เพื่อตั้งศูนย์ถ่วงให้เรียบร้อย แต่ถ้าเป็นแบบสองใช้เวลาไม่นานประมาณ 30 นาทีก็เสร็จแล้ว ส่วนเรื่องราคาการปะยางแบบแรกอย่างน้อยก็ต้อง 300 บาท ตามความยุ่งยาก ส่วนแบบตัวหนอนใช้งบประมาณไม่เกิน 100 บาท (แต่อาจจะเกินกว่านี้หากใช้ตัวหนอนอุดคุณภาพสูง) ส่วนประสิทธิภาพการอุดถือว่าพอกันขึ้นอยู่กับฝีมือกับความชำนาญของช่างนั้นๆด้วย